ภัยของ Social Network
ในปี 2012 คงไม่มีใครในโลกเสรีที่ไม่รู้จักคำว่า “Facebook” หรือ “Twitter” กันแล้ว ในฐานะ 2 ผู้ให้บริการเครือข่ายทางสังคม หรือ Social Network รายใหญ่ของโลก ซึ่งมีผู้ใช้อยู่มากมาย เริ่มตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุ เกิดเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมใหม่ที่มีอิทธิพลต่อโลกปัจจุบันอย่างปฏิเสธไม่ได้
จำนวนผู้ใช้ Facebook แบ่งตามความเข้มของแสงในเดือนตุลาคมปี 2010
Social Network ทำให้คุณสามารถพูดคุยกับเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมานาน อ่านเรื่องตลกที่เพื่อนคุณเจอหลังมื้อเที่ยง ทำให้เพื่อนคุณทุกคนรับรู้เรื่องน่าหงุดหงิดระหว่างคุณกับเจ้านายได้ในประโยคเดียว หรือคุณอยากสร้างความอิจฉาให้กับเพื่อนของคุณด้วยรูปถ่ายในวันหยุดพักร้อนคุณก็ทำได้ ซึ่งนั่นคือประโยชน์ที่คุณใช้ Social Network ในการแสดงออกถึงการกระทำ ความคิด และกิจกรรมต่างๆ แต่ทว่าโลกที่อำนวยความสะดวกทางสังคมให้คุณอยู่ทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นจะมีแต่ด้านดีเสมอไป
การที่คุณได้แบ่งปันข้อมูลและแสดงความคิดแบบ Real-time ใน Social Network นั้น มีประสิทธิภาพยิ่งที่จะกลายเป็นเครื่องมือ “ประจาน” ตัวคุณ และ “ทำลาย” ชื่อเสียงของคุณได้ โดยไม่ใช่แค่ในระดับครอบครัว ในระดับโรงเรียน หรือในระดับที่ทำงาน แต่ Social Network สามารถทำลายคุณได้อย่างร้ายแรงในระดับโลก และอาจเป็นตราบาปติดตัวคุณไปตลอดชีวิต เพียงคุณตั้งสถานะของคุณไว้เพียงไม่กี่วินาที แถมโลกยังสามารถค้นหา และเรียกคืนสิ่งเหล่านั้นมาพูดกันซ้ำไปซ้ำมาได้อีกหลายสิบปี นอกจากนี้ยังเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีในการแสวงหาผลประโยชน์จากตัวคุณ หรือใช้คุณเป็นเครื่องมือเพื่อก่อภัยต่างๆ ซึ่งวันนี้ MonaVista.com ก็ยกตัวอย่างภัยต่างๆ จากการใช้ Social Network มาให้ทราบและระวังกันไว้ครับ
เมื่อสถานะของคุณเป็น “ลูกจ้าง”
นับเป็นเรื่องแรกที่ใกล้ตัวคุณมากที่สุด เพราะนอกจากคุณและเพื่อนๆ ของคุณแล้ว “นายจ้าง” ของคุณก็เล่น Facebook หรือ Twitter ได้เช่นกัน คุณอาจโดนสอบประวัติตั้งแต่ก่อนคุณได้ทำงานวันแรกซะอีก เพราะนายจ้างยุคใหม่สามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดของ Facebookหรือข้อความเก่าๆ ที่คุณ Tweet ไว้ ซึ่งเขาจะเห็นทุกคำพูดและการกระทำบนโลกออนไลน์ของคุณ สำหรับนายจ้างนั้น Social Network เป็นเครือมือในการคัดเลือกพนักงานที่มีศักยภาพมากกว่าการทดสอบทางบุคลิกภาพหรือจิตวิทยาอันยุ่งยากซะอีก เพราะคุณได้ใส่ความเป็นตัวคุณลงไปอย่างเต็มที่อยู่แล้ว และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดถึงผลเสียจากการตั้งสถานะเพื่อแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา หรือบ่นอะไรสักอย่างหนึ่ง หรือคุณจะปฏิเสธว่าคุณไม่เคยบ่นอะไรในช่องอัพเดทสถานะของคุณเลย?
เมื่อคุณเข้ามาทำงานแล้วก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไปว่าจะรอดตัว แม้ว่า 99% ของพนักงานจะไม่รับนายจ้างเข้าเป็นเพื่อน (แม้แต่เข้าไปกด Like Page ของบริษัทก็ยังไม่อยากจะทำกันเลย) แต่คุณแน่ใจหรือว่าเรื่องที่คุณบ่นถึงงานและเจ้านายในวันนี้จะไม่ไปถึงหูของเขา? และคุณแน่ใจได้ยังไงว่าเขาจะไม่มีวันรู้ว่าคุณเล่น Facebook ในเวลางาน ซึ่งการเล่น Social Network ขณะทำงานในบริษัทบางแห่งนั้น เขาสามารถเตะโด่งคุณออกมาจากที่ทำงานได้ดื้อๆ เลยนะครับ
“กด Likeให้ฉันยังเธอ... แอบๆ นะเดี๋ยว Boss เห็น”
และอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดไม่ได้นั่นก็คือเรื่อง “ลาป่วย” ผมเชื่อว่าต้องมีคนที่เคยลาป่วยเพราะปวดหัวเพียงเล็กน้อย มีอาการเพลีย หรืออาการใดๆ ที่ไม่พร้อมต่อการทำงานในตอนเช้า คุณก็จะลาป่วยไปทั้งวันได้ แต่หากตอนบ่ายคุณถ่ายรูปอาหารจานโตในร้านชื่อดังและเผลอแชร์ลง Social Network แล้วล่ะก็... คงมีแววแล้วว่าอนาคตการทำงานของคุณจะไม่สดใสซะแล้ว
การกระทำของคุณที่มองเห็นได้ “ทั้งโลก”
เมื่อคุณพูดหรือแชร์อะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง หากพูดกันตามปกติคำพูดก็ลอยหายไป และมีคนฟังเท่าจำนวนที่คุณเห็น แต่หากเป็นการพูดหรือการแชร์ใน Social Networkแล้วล่ะก็ การกระทำนั้นจะบินไปหาทุกคนที่เป็นเพื่อนกับคุณทุกคนในทันใด และไม่สนว่าคุณจะรู้จักเขาจริงๆ หรือไม่ และถ้าหากการกระทำของคุณถูกโต้ตอบโดยเพื่อนของคุณ เพื่อนของเพื่อนคุณก็จะเห็นการกระทำของคุณต่อกันไปเป็นทอดๆ แตกตัวออกทวีคูณยิ่งกว่าอะมีบ้าในสระน้ำซะอีก ถ้าคุณพูดหรือแชร์อะไรดีๆ ก็ดีไปครับ แต่ถ้าคุณกระทำอะไรที่ไม่เข้าหูกับสังคมแล้ว งานนี้ก็เตรียมปี๊บคลุมหัวไว้เลย หรืออาจจะร้ายแรงถึงขั้นฟ้องร้องเลยก็เป็นได้
ผมมีตัวอย่างของอาจารย์ในโรงเรียนแห่งหนึ่งของเมืองกริมส์บี้ ประเทศอังกฤษ ซึ่งโพสต์ข้อความลงใน Facebook ว่า นักเรียนของชั้นการศึกษาหนึ่ง “Bad” (แปลเป็นไทยแบบเพราะๆ ก็แปลว่าแย่ แปลแรงๆ ก็แปลว่าเลว) กว่านักเรียนของอีกชั้นการศึกษาหนึ่ง เพียงเท่านั้นแหละครับ เธอก็โดนไล่ออกในฐาน “นำโรงเรียนไปสู่ความเสื่อมเสียชื่อเสียง” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเป็นในลักษณะของการพูดลอยๆ ถึงนักเรียนห้องหนึ่งที่มีนิสัยหรือการเรียนแย่กว่าอีกห้อง มันคงไม่รุ่นแรงขนาดนี้มั้ง?
หรือจะเป็นอาจารย์อีกคนในโรงเรียนแห่งหนึ่งของรัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แชร์รูปตนเองถือปืนชี้มาที่หน้ากล้องด้วยความเท่ แต่ปรากฏว่าอีกไม่กี่วันต่อมาเธอก็ต้องยื่นใบลาออกจากโรงเรียน จากเสียงเรียงร้องของผู้ปกครองที่ต่อว่ารูปของเธอว่า “ไม่เหมาะสม” ทั้งๆ ที่รูปของเธอก็เป็นเพียงรูปที่ถ่ายเอาเท่เท่านั้น
รูปอาจารย์ที่เป็นข่าว ดูลักษณะปืนแล้วมันเป็นปืน Paintball ด้วยซ้ำ! (ขอไม่เปิดเผยชื่อนะครับ)
ใน 1,000 คนของเพื่อนคุณนั้น คุณรู้จักจริงๆ กี่คน?
ในค่านิยมของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะในวัยรุ่นนั้น ตัวเลขเพื่อนใน Social Network สามารถบ่งบอกได้ถึงสถานะความเป็นที่รู้จักของตนเอง และความมั่งคั่งทางสังคมได้ เช่นคุณมีเพื่อน 1,000 คน เปรียบเทียบกับคนที่คุณไม่ค่อยชอบหน้าซึ่งมีเพื่อนอยู่เพียง 100 คน ความแตกต่างก็เกิดขึ้นแล้ว และคุณก็จะเอาตัวเลขนี้มาสนับสนุนความคิดส่วนตัวของคุณว่า เขานิสัยไม่ดี เขาจึงมีเพื่อนน้อย
รูปนี้ประกอบด้วยเพื่อนของผู้ใช้ 540 คน
แต่ถ้ากลับมาตั้งคำถามใหม่ว่า เพื่อนของคุณ 1,000 คน คุณรู้จักกี่คน? คุณก็อาจจะแพ้คนที่คุณไม่ชอบซึ่งมีเพื่อนอยู่เพียง 100 คนไปเลยก็ได้ เพราะเขาอาจบอกได้ครบ 100 คนว่าเพื่อนของเขาเป็นใครมาจากไหน และเกี่ยวอะไรกัน แต่จากคุณที่ยังระบุได้ไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำว่าเป็นใครบ้าง ซึ่งทีแรกอาจมองในแง่ดีว่าคนติดตามคุณเยอะ แต่ในความเป็นจริงแล้วยิ่งมีคนไม่รู้จักมาติดตามคุณมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะมีภัยจาก Social Network ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ต่างจากคนที่มีเพื่อนเพียง 100 คน ที่เขาสามารถจะสื่อสารข้อมูลอะไรออกไปก็ได้โดยไม่ต้องกังวล เพราะเขารู้จักทุกคนนั่นเอง
และยิ่งมีงานวิจัยล่าสุดระบบออกมาชัดเจนว่า Facebook นั้นหั่นทฤษฎีความสัมพันธ์ 6 ขั้นลง เหลือเพียง 4.74 ขั้น ซึ่งมองเผินๆ แล้วอาจจะดี แต่ในความจริงแล้วการที่คุณนินทาแล้วฝั่งตรงข้ามสามารถรู้ข้อมูลของคุณได้เพียง 4.74 ขั้นนั้น มันไม่สวยเลยครับ
แผนผังความสัมพันธ์ 6 ขั้น
ทฤษฎีความสัมพันธ์ 6 ขั้น (The Six Degree of Separation)
สุ่มตัวอย่างระหว่าง คุณ กับ คุณญาญ่า นางเอกช่อง 3นะครับ (น่ารัก)
1. คุณ เป็นเพื่อนกับคุณ A ซึ่งทำงานเป็นช่างภาพอยู่ในนิตยสารรถแข่ง (ไม่เกี่ยวกับละครเลย)
2. กองบรรณาธิการของคุณ A เคยส่งคุณ A ไปอบรมถ่ายภาพ แล้วจับคู่ทำกิจกรรมกับคุณ B
3. คุณ B ทำงานอยู่ในโมเดลลิ่ง และเคยทานข้าวกับคุณ C เพื่อคุยธุรกิจ
4. คุณ Cทำงานอยู่ในโมเดลลิ่งอีกแห่งหนึ่ง และสนิทสนมกับคุณ D
5. คุณ D เป็นผู้จัดการส่วนตัวของ คุณณเดช
6. คุณณเดช ถ่ายละครกับคุณญาญ่า
จากทฤษฏีข้างต้นนั้นบ่งบอกได้ว่าคุณจะได้ไปจับมือทำความรู้จักกับญาญ่าได้ผ่านความสัมพันธ์เพียง 6 ขั้นเท่านั้น แต่สำหรับ Facebook มันจะเหลือเพียง 4.74 ขั้น ซึ่งลดขั้นของความสัมพันธ์ทั้งด้านดีและด้านร้ายลง ฉะนั้นโปรดระวังให้ดีครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น