วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


                                   ประวัติโดยย่อ


บริษัท Kaspersky ซี่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์ ร่วมกับบริษัท B2B International ได้จัดทำรายงานความเสี่ยงทางธุรกิจ ปี 2012 ถึง 2014 พบว่าภัยคุกคามทางอินเตอร์เน็ตมีความเสี่ยงเป็นอันดับสองรองจากความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความเสี่ยงอื่นๆ ที่มีผลกระทบกับธุรกิจคือ ความเสี่ยงด้านการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา การปลอมแปลงข้อมูล และการจารกรรมข้อมูลธุรกิจ ภัยคุกคามที่กล่าวมานี้ นับว่าเป็นความเสี่ยงหลักในทุกๆ ธุรกิจ เพราะธุรกิจโดยส่วนใหญ่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในกระบวนการทำธุรกิจและการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

          หนึ่งในภัยคุกคามทางอินเตอร์เน็ตที่มีความสำคัญก็คือ ภัยคุกคามจากการใช้สังคมออนไลน์หรือ Social Network เนื่องจาก Social Network เป็นเป้าหมายของอาชญากรในการใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง สร้างข่าวลือ สร้างโฆษณาชวนเชื่อ และยังสามารถใช้ในการขโมยข้อมูลส่วนตัวได้ นอกจากนี้ จำนวนของผู้ใช้ Social Network ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งข้อมูลจาก www.socialbakers.com มีการระบุไว้ว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ Facebook ประมาณ 900 ล้านคน โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 16 ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้ประมาณ 17 ล้านคน  และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

          สาเหตุหลักที่ Social Network มีเป้าหมายหลักของอาชญากร เนื่องจากผู้ใช้ Social Network มีการแชร์ข้อมูลส่วนตัวที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประวัติส่วนตัว รูปภาพ ข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ สถานภาพ วันเดือนปีเกิด เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้ในการประกอบอาชญากรรมได้ เช่น ผู้ใช้หลายคนอาจโพสท์ข้อความเกี่ยวกับสถานที่ที่ตนเองอยู่หรือกำลังจะออกไปข้างนอก ขณะเดียวกันในประวัติ (Profile Page) ก็มีข้อมูลที่อยู่ของผู้ใช้ปรากฎอยู่ ทำให้อาชญากรที่ได้ข้อมูลนี้ไปสามารถเข้าไปขโมยของที่บ้านของเหยื่อได้ เพราะรู้ว่าเหยื่อไม่ได้อยู่บ้าน

          อีกกรณีที่เกิดขึ้นมากก็คือ การสร้างตัวตนปลอม หรือ Fake Profile เพื่อให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด ซึ่งการกระทำในลักษณะนี้เกิดขึ้นค่อนข้างมากกับบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม เช่น ดารา นักแสดง นักการเมือง หรือแม้กระทั่งบุคคลชั้นสูงในสังคม การสร้างตัวตนปลอมไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อสามารถหาได้ง่ายมากในอินเตอร์เน็ต (ผ่านทางการ Google) ซี่งหลังจากสร้างตัวตนปลอมขึ้นมา ก็จะนำไปใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ เช่น การขอรับบริจาค การเรี่ยไรเงิน เป็นต้น ทั้งนี้ การสร้างตัวตนปลอม จริงๆ แล้วถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 นั่นก็คือการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซี่งข้อมูลปลอมหรือเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน มีโทษจำคุกถีง 5 ปี

          นอกจากนี้ Social Network ยังสามารถถูกนำไปใช้ในการแพร่กระจายข่าวลือ ข้อมูลเท็จที่อาจทำให้สาธารณชนเกิดความตื่นตระหนก หรือโฆษณาชวนเชื่อได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสองปีที่แล้วมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งหนึ่งใช้ Twitter แพร่ข่าวลือที่ไม่เป็นมงคล ส่งผลให้วันนั้นหุ้นตกลงอย่างมาก สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งการแพร่กระจายข่าวลือถือเป็นความผิดตาม ม.14 มีโทษจำคุกถีง 5 ปีเช่นกัน เป็นที่น่าสนใจว่าบทลงโทษในมาตรานี้ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะผู้นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงผู้ส่งต่อหรือแพร่กระจาย ซี่งรวมถึง การ Forward email การ Retweet การเข้าไปคลิ๊ก Like ก็ต้องรับโทษเช่นเดียวกัน

          อีกหนึ่งในภัยคุกคามของ Social Network ก็คือ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Violation) ซี่งสามารถทำได้ง่ายมากและแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็ว การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เช่น การนำเอามิวสิควีดิโอ รูปภาพ ภาพยนตร์ ละคร เพลง ไป Post บน Social Network หรือในบางกรณีนำไปดัดแปลงแล้วแพร่กระจายใน Social Network ถือว่าการกระทำในลักษณะนี้เข้าข่ายการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์

          ในบรรดาภัยคุกคามของ Social Network นั้น สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดก็คือ การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น การเข้าไปดูข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น การนำข้อมูลส่วนตัว เช่น รูปภาพของผู้อื่นไปใช้ และที่สำคัญคือการ Tag หรือการนำชื่อหรือ Profile ของเพื่อนมาอ้างในข้อมูล (Facebook)  ข้อมูลที่เราสามารถ Tag ได้คือ ข้อความในวอลล์ รูปภาพ ิวิดีโอ โดยในหลายๆ ครั้งคนที่ถูก Tag ไม่ได้รับรู้ หรืออาจไม่อนุญาต ทำให้การถูก Tag อาจนำไปสู่ชื่อเสียงที่เสียหายได้

          ข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ใน Social Network ยังอาจส่งผลต่อชื่อเสียงที่ไม่ดีต่อผู้ใช้ได้ ข้อมูลเหล่านี้สามารถสืบค้นได้ผ่านทาง Search Engine ซี่งในบางครั้งอาจยังไม่ส่งผลเสียหายในทันที แต่อาจส่งผลเสียหายในอนาคต เช่น ตอนสมัครงาน โดยฝ่ายบุคคล (HR) นั้น นอกจากจะดูข้อมูลใน Resume แล้วอาจเข้าไปดูข้อมูลใน Social Network ด้วย ซี่งหากพบข้อมูลที่ไม่เหมาะสมก็อาจนำไปสู่การปฏิเสธงานได้

          นอกจากนี้ การใช้ Social Network อาจส่งผลทำให้ความลับทางธุรกิจ หรือความลับขององค์กรรั่วไหลได้ ซี่งย่อมส่งผลเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กร ถึงแม้ว่าในหลายๆ ครั้งพนักงานอาจทำไปโดยรู้่เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น บริษัทควรมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ Social Media ของพนักงานด้วย

          สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของภัยคุกคามจาก Social Network ซึ่งผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเพื่อที่เราสามารถป้องกันได้ เช่น การไม่เผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว การตั้งค่ารักษาความปลอดภัยข้อมูล เป็นต้น สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าท่านผู้อ่านจะไม่เป็นผู้กระทำผิดเอง  ดังนั้น ขอให้เราทุกคนใช้ Social Network อย่างมีสตินะครับ

วิธีการป้องกันและแก้ไขอย่างได้ผล :

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ควรทำตัวเป็นผู้ช่างสังเกต พิจารณาถึงความเป็นไปได้ของ หน้าเว็บไซด์ แอพพลิเคชั่น คลิปวิดีโอ รูปภาพ เกม หรือลิงก์ต่างๆ ก่อนคลิกเข้าชม หรือทำการ Log In เข้าใช้งาน อาจเลี่ยงโดย การพิมพ์ URL Link แทนการคลิกโดยตรงจากหน้าเว็บไซด์ และไม่ควรตั้ง Password ที่ง่ายต่อการคาดเดาของอาชญากร เช่น 111, 555, 1234 หรือ พ.ศ.เกิด เป็นต้น ที่สำคัญไม่ควรใช้ Username และ Password เดียวกัน ในทุก Account เพื่อป้อง กันการเข้าถึงข้อมูลได้ในทุกๆ ด้าน รวมถึง Log Outออกจากระบบทุกครั้งเมื่อสิ้นสุดการใช้งาน ที่สำคัญควรศึกษาหาความรู้เกี่ยว กับเรื่องของไวรัส การโจรกรรมข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และควรติดตั้งโปรแกรมระบบป้องกันไวรัส และหมั่นอัพเดตโปรแกรมอยู่เสมอ
สำหรับผู้ใช้งานองค์กร ควรจัดอบรมให้ความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการป้องกันภัยร้าย จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่าง ปลอดภัย แก่พนักงานภายในองค์กรเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ติดตั้งระบบป้องกันไวรัสและหมั่นอัพเดตโปรแกรม รวมถึงควรมีฝ่าย ไอที เพื่อตรวจสอบ วิเคราะห์ระบบ และรู้จักทดสอบช่องโหว่ของระบบภายในองค์กร ในมุมมองของอาชญากรด้วย
              เครือข่ายสังคมออนไลน์นั้น เป็นที่แพร่กระจายโปรแกรมมุ่งร้ายชั้นดี ของเหล่าอาชญากร และอาจสร้างความเสียหาย ให้กับผู้ใช้งาน หากไม่ตระหนัก และ ไม่ระมัดระวังที่จะป้องกันภัยคุกคามอย่างเพียงพอในการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ ดังนั้น การศึกษาเรื่องความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ใช้งานจำเป็นต้องรู้ ต้องเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานส่วนตัว หรือการใช้งานระดับองค์กร

10  ภัยอันตรายจาก Social Network ที่ควรระวัง

1. หลอกว่ามาดีแต่จริงๆประสงค์ร้าย (Social Engineering Attack on Social Network)
              การโจมตีแบบนี้ เป็นหนึ่งในวิธีการที่นิยมใช้เป็นอย่างมาก เน้นการโจมตีที่ตัวบุคคล โดยผู้ใช้งานมักจะคาดไม่ถึง และ ตกเป็น เหยื่อในที่สุด ส่วนมากจะมาในรูปแบบของ แอพพลิเคชั่นบน Facebook หรือการเล่นเกมเพื่อแลกของรางวัล เมื่อผู้ใช้งานคลิกเข้าไปใช้ งานแอพพลิเคชั่นหรือร่วมเล่นเกมดังกล่าว ก็จะตกเป็นเหยื่อของพวกอาชญากรโดยไม่ทันตั้งตัว
2. ล่อเหยื่อตกปลาออนไลน์ (Phishing Attack)
              ในอดีต เป็นเทคนิคการล่อลวงที่มักจะส่ง URL Link ที่ล่อให้ไปเข้าเว็บไซด์ปลอม ที่ส่งมาทางอีเมล โดยอาชญากร จะหลอกให้ผู้ใช้งานคลิก URL Link ที่อยู่ในอีเมล แต่ปัจจุบันอาชญากรจะส่ง URL Link ที่ย่อให้สั้นลง (URL Shorten) เช่น คลิปวิดีโอหรือไฟล์ของรูปภาพ และนำไปสู่เว็บไซด์ปลอม เพื่อดักขโมยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ผ่านทางสังคมออนไลน์มากยิ่งขึ้น     
3. โค้ดร้ายฝังลึก (Cross Site Scripting Attack)        
              เป็นเทคนิคการโจมตีผู้ใช้งาน Facebook โดยอาชญากรจะทำการฝังโค้ด หรือสคริปต์การทำงานของตนเองเข้าไปบนหน้าเว็บไซด์ที่มีช่องโหว่ ซึ่งข้อมูลสำคัญของผู้ใช้ Facebook เช่น Username และ Password จะถูกส่งกลับมาให้อาชญากร แทนที่จะผ่านเข้าไปในเว็บไซด์ที่ผู้ใช้ Facebook กำลังเยี่ยมชมอยู่
4. ถูกสวมรอยง่ายๆ แค่เล่น Facebook อย่างไม่ระวัง (Cross Site Request Forgery Attack)
              เป็นวิธีการที่อาชญากรใช้ในการโจมตีผู้ใช้ Facebook หรือ Internet Banking โดยการแอบขโมยสิทธิ หรือ Credential ที่ผู้ใช้ได้ล็อกอินเว็บไซด์ ค้างไว้ ซึ่งอาชญากรอาจนำ Credential ของเราไปใช้งานต่อ เช่น ทำการโอนเงินออก จากบัญชีของผู้ใช้งานระบบ Internet Banking โดยผู้ใช้ไม่รู้ตัว เป็นต้น
5.หลอกให้คลิกแต่แอบซ่อนมีดไว้รอเชือด (Clickjacking or UI Redressing Attack)
              เป็นเทคนิคการโจมตีผู้ใช้งาน โดยหลอกให้คลิกรูป ที่ดูล่อตาล่อใจบนเว็บไซด์ ซึ่งอาชญากรจะแอบซ่อน Invisible frame ไว้หลังรูป เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างที่เหยื่อไม่รู้ตัวเลยว่ามี Script มุ่งร้ายแอบซ่อนอยู่
6. โดนหลอกล่อให้ไปเจอ Link ที่อาชญากร รออยู่ (Drive-by Download Attack)
              ผู้ใช้งาน Facebook อาจถูกโจมตี ด้วยโปรแกรมประสงค์ร้าย ที่สามารถทำการติดตั้งลงบนเครื่อง ของผู้ใช้งาน Facebook เพียงแค่ผู้ใช้งานเข้าไปเยี่ยมเว็บไซด์ ที่อาชญากรโพสต์ เป็น Link ล่อเหยื่อไว้บน Facebook Page และผู้ใช้งาน เผลอดาวน์โหลดโดยไม่รู้ตัว
7. เทคนิคการโจรกรรมข้อมูลขั้นสูงแบบต่อเนื่อง
    APT (Advance Persistent Threat) and MitB (Man-In-The-Browser Attack)
              เป็นเทคนิคการโจมตีขั้นสูงที่มุ่งเน้นเป้าหมายผู้ใช้งาน Internet Banking ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ในระดับองค์กร หรือ รัฐบาล โดยอาชญากรสามารถฝังโปรแกรมมุ่งร้าย เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของเป้าหมาย เพื่อแอบโจรกรรมข้อมูลลับ อย่างต่อ เนื่อง เป็นระยะเวลานาน ซึ่งยากต่อการตรวจสอบด้วยโปรแกรม Anti-virus ทั่วไป
              สำหรับ MitB (Man-In-The-Browser Attack) เป็นเทคนิคในการโจมตีที่หลัง Browser ของเหยื่อ มักจะใช้ในการ ทำ Indentity Theft ด้วยเทคนิค Web Field Injection
8. โดนดักข้อมูลลับระหว่างทาง (Indentity Theft)
              เป็นเทคนิคการโจมตีผู้ใช้งาน Facebook โดยอาชญากรจะทำการดักจับข้อมูลที่ส่งไปมาระหว่างผู้ใช้งาน Facebook กับ www.facebook.com แบบเงียบ เพื่อขโมย Username และ Password ของผู้ใช้ และอาจลุกลามไปถึง E-mail Accountด้วย ถ้าใช้ Username และ Password เดียวกัน กับ Facebook
9. บอกเพื่อนว่าเราอยู่ไหน (บอกโจรว่าเราไม่อยู่บ้าน) (Your GPS Location Exposed)
              การใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง Facebook หรือ Twitter นั้น อาจทำให้ข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบัน (GPS Location) ของผู้ใช้งาน Facebook หรือ Twitter สามารถถูกเปิดเผยสู่สาธารณะได้ โดยที่เราไม่รู้ตัว จากการใช้งานโปรแกรม ประเภท Foursquare, Google Latitude และ Facebook Place
10. ระวังข้อมูลส่วนตัวหลุดรั่วขณะเล่น Facebook เพลินๆ (Your Privacy Exposed)
              ข้อมูลส่วนต้วของผู้ใช้ Facebook อาจถูกเปิดเผยสู่สาธารณะได้ ถ้าผู้ใช้งาน Facebook ไม่ได้ปรับแก้การตั้งค่าแบบDefault ให้เป็นแบบที่ปลอดภัยมากขึ้น

เตือนภัยจากการเล่น Social network             
             Social Network  คือ เว็บไซต์ที่เชื่อมผู้คนมาไว้ด้วยกัน  สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นเพื่อนกับใคร  และอยากทำความรู้จักกับใคร  การเล่น Social Network  อาจจะมีเพื่อนในเว็บนั้นมากหลายร้อยคน ใช้ประโยชน์ในการพูดคุยเรื่องต่างๆ  อัพเดทรูปภาพ  หรือสถานที่ที่เราอยู่ ณ ขณะนั้น ในไทยเคยพบปัญหาเด็กหายจากการใช้social network อยู่ระยะหนึ่ง(ช่วงปี51 - 53) แต่ในปัจจุบันส่วนมากพบว่าเป็นการกลั่นแกล้งโดยถูกผู้อื่นคัดลอกข้อมูลไปโพสไว้ในเว็บไซต์อื่นและให้ข้อมูลเพื่อกลั่นแกล้ง เช่น  ร้อนเงิน, หาเพื่อนคุย เป็นต้น  แต่ในต่างประเทศมีเคยมีปัญหาจากการใช้ Social Network  คือ การยกเค้า  เนื่องจากเจ้าตัวมีการโพสข้อมูลว่า “ขณะนี้ฉันเที่ยวอยู่ที่............... สนุกมาก”  และในบรรดาเพื่อนหลายร้อยคนของเธอ หนึ่งในนั้นคือผู้ที่ไม่ประสงค์ดีและทราบที่อยู่บ้านของเธออย่างดี จึงพาพรรคพวกไปยกเค้าที่บ้านของเธอ
           พ่อแม่ผู้ปกครองจึงควรหมั่นให้คำแนะนำในการพูดคุยและการให้ข้อมูลต่างๆ ในระบบอินเตอร์เน็ต  ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลผ่านโปรแกรมหรือเว็บไซต์ใดๆ ก็ตาม ต้องคำนึงถึงภัยที่อาจจะตามมาได้  

ภัยของ Social Network

ในปี 2012 คงไม่มีใครในโลกเสรีที่ไม่รู้จักคำว่า “Facebook” หรือ “Twitter” กันแล้ว ในฐานะ 2 ผู้ให้บริการเครือข่ายทางสังคม หรือ Social Network รายใหญ่ของโลก ซึ่งมีผู้ใช้อยู่มากมาย เริ่มตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุ เกิดเป็นกลุ่มก้อนทางสังคมใหม่ที่มีอิทธิพลต่อโลกปัจจุบันอย่างปฏิเสธไม่ได้


จำนวนผู้ใช้ Facebook แบ่งตามความเข้มของแสงในเดือนตุลาคมปี 2010


Social Network ทำให้คุณสามารถพูดคุยกับเพื่อนที่ไม่ได้พบกันมานาน อ่านเรื่องตลกที่เพื่อนคุณเจอหลังมื้อเที่ยง ทำให้เพื่อนคุณทุกคนรับรู้เรื่องน่าหงุดหงิดระหว่างคุณกับเจ้านายได้ในประโยคเดียว หรือคุณอยากสร้างความอิจฉาให้กับเพื่อนของคุณด้วยรูปถ่ายในวันหยุดพักร้อนคุณก็ทำได้ ซึ่งนั่นคือประโยชน์ที่คุณใช้ Social Network ในการแสดงออกถึงการกระทำ ความคิด และกิจกรรมต่างๆ แต่ทว่าโลกที่อำนวยความสะดวกทางสังคมให้คุณอยู่ทุกวันนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นจะมีแต่ด้านดีเสมอไป




การที่คุณได้แบ่งปันข้อมูลและแสดงความคิดแบบ Real-time ใน Social Network นั้น มีประสิทธิภาพยิ่งที่จะกลายเป็นเครื่องมือ “ประจาน” ตัวคุณ และ “ทำลาย” ชื่อเสียงของคุณได้ โดยไม่ใช่แค่ในระดับครอบครัว ในระดับโรงเรียน หรือในระดับที่ทำงาน แต่ Social Network สามารถทำลายคุณได้อย่างร้ายแรงในระดับโลก และอาจเป็นตราบาปติดตัวคุณไปตลอดชีวิต เพียงคุณตั้งสถานะของคุณไว้เพียงไม่กี่วินาที แถมโลกยังสามารถค้นหา และเรียกคืนสิ่งเหล่านั้นมาพูดกันซ้ำไปซ้ำมาได้อีกหลายสิบปี นอกจากนี้ยังเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีในการแสวงหาผลประโยชน์จากตัวคุณ หรือใช้คุณเป็นเครื่องมือเพื่อก่อภัยต่างๆ ซึ่งวันนี้ MonaVista.com ก็ยกตัวอย่างภัยต่างๆ จากการใช้ Social Network มาให้ทราบและระวังกันไว้ครับ


เมื่อสถานะของคุณเป็น “ลูกจ้าง”
นับเป็นเรื่องแรกที่ใกล้ตัวคุณมากที่สุด เพราะนอกจากคุณและเพื่อนๆ ของคุณแล้ว “นายจ้าง” ของคุณก็เล่น Facebook หรือ Twitter ได้เช่นกัน คุณอาจโดนสอบประวัติตั้งแต่ก่อนคุณได้ทำงานวันแรกซะอีก เพราะนายจ้างยุคใหม่สามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดของ Facebookหรือข้อความเก่าๆ ที่คุณ Tweet ไว้ ซึ่งเขาจะเห็นทุกคำพูดและการกระทำบนโลกออนไลน์ของคุณ สำหรับนายจ้างนั้น Social Network เป็นเครือมือในการคัดเลือกพนักงานที่มีศักยภาพมากกว่าการทดสอบทางบุคลิกภาพหรือจิตวิทยาอันยุ่งยากซะอีก เพราะคุณได้ใส่ความเป็นตัวคุณลงไปอย่างเต็มที่อยู่แล้ว และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดถึงผลเสียจากการตั้งสถานะเพื่อแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา หรือบ่นอะไรสักอย่างหนึ่ง หรือคุณจะปฏิเสธว่าคุณไม่เคยบ่นอะไรในช่องอัพเดทสถานะของคุณเลย?

เมื่อคุณเข้ามาทำงานแล้วก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไปว่าจะรอดตัว แม้ว่า 99% ของพนักงานจะไม่รับนายจ้างเข้าเป็นเพื่อน (แม้แต่เข้าไปกด Like Page ของบริษัทก็ยังไม่อยากจะทำกันเลย) แต่คุณแน่ใจหรือว่าเรื่องที่คุณบ่นถึงงานและเจ้านายในวันนี้จะไม่ไปถึงหูของเขา? และคุณแน่ใจได้ยังไงว่าเขาจะไม่มีวันรู้ว่าคุณเล่น Facebook ในเวลางาน ซึ่งการเล่น Social Network ขณะทำงานในบริษัทบางแห่งนั้น เขาสามารถเตะโด่งคุณออกมาจากที่ทำงานได้ดื้อๆ เลยนะครับ


“กด Likeให้ฉันยังเธอ... แอบๆ นะเดี๋ยว Boss เห็น”


และอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดไม่ได้นั่นก็คือเรื่อง “ลาป่วย” ผมเชื่อว่าต้องมีคนที่เคยลาป่วยเพราะปวดหัวเพียงเล็กน้อย มีอาการเพลีย หรืออาการใดๆ ที่ไม่พร้อมต่อการทำงานในตอนเช้า คุณก็จะลาป่วยไปทั้งวันได้ แต่หากตอนบ่ายคุณถ่ายรูปอาหารจานโตในร้านชื่อดังและเผลอแชร์ลง Social Network แล้วล่ะก็... คงมีแววแล้วว่าอนาคตการทำงานของคุณจะไม่สดใสซะแล้ว


การกระทำของคุณที่มองเห็นได้ “ทั้งโลก”
เมื่อคุณพูดหรือแชร์อะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง หากพูดกันตามปกติคำพูดก็ลอยหายไป และมีคนฟังเท่าจำนวนที่คุณเห็น แต่หากเป็นการพูดหรือการแชร์ใน Social Networkแล้วล่ะก็ การกระทำนั้นจะบินไปหาทุกคนที่เป็นเพื่อนกับคุณทุกคนในทันใด และไม่สนว่าคุณจะรู้จักเขาจริงๆ หรือไม่ และถ้าหากการกระทำของคุณถูกโต้ตอบโดยเพื่อนของคุณ เพื่อนของเพื่อนคุณก็จะเห็นการกระทำของคุณต่อกันไปเป็นทอดๆ แตกตัวออกทวีคูณยิ่งกว่าอะมีบ้าในสระน้ำซะอีก ถ้าคุณพูดหรือแชร์อะไรดีๆ ก็ดีไปครับ แต่ถ้าคุณกระทำอะไรที่ไม่เข้าหูกับสังคมแล้ว งานนี้ก็เตรียมปี๊บคลุมหัวไว้เลย หรืออาจจะร้ายแรงถึงขั้นฟ้องร้องเลยก็เป็นได้

ผมมีตัวอย่างของอาจารย์ในโรงเรียนแห่งหนึ่งของเมืองกริมส์บี้ ประเทศอังกฤษ ซึ่งโพสต์ข้อความลงใน Facebook ว่า นักเรียนของชั้นการศึกษาหนึ่ง “Bad” (แปลเป็นไทยแบบเพราะๆ ก็แปลว่าแย่ แปลแรงๆ ก็แปลว่าเลว) กว่านักเรียนของอีกชั้นการศึกษาหนึ่ง เพียงเท่านั้นแหละครับ เธอก็โดนไล่ออกในฐาน “นำโรงเรียนไปสู่ความเสื่อมเสียชื่อเสียง” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเป็นในลักษณะของการพูดลอยๆ ถึงนักเรียนห้องหนึ่งที่มีนิสัยหรือการเรียนแย่กว่าอีกห้อง มันคงไม่รุ่นแรงขนาดนี้มั้ง?

หรือจะเป็นอาจารย์อีกคนในโรงเรียนแห่งหนึ่งของรัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่แชร์รูปตนเองถือปืนชี้มาที่หน้ากล้องด้วยความเท่ แต่ปรากฏว่าอีกไม่กี่วันต่อมาเธอก็ต้องยื่นใบลาออกจากโรงเรียน จากเสียงเรียงร้องของผู้ปกครองที่ต่อว่ารูปของเธอว่า “ไม่เหมาะสม” ทั้งๆ ที่รูปของเธอก็เป็นเพียงรูปที่ถ่ายเอาเท่เท่านั้น


รูปอาจารย์ที่เป็นข่าว ดูลักษณะปืนแล้วมันเป็นปืน Paintball ด้วยซ้ำ! (ขอไม่เปิดเผยชื่อนะครับ)


ใน 1,000 คนของเพื่อนคุณนั้น คุณรู้จักจริงๆ กี่คน?
ในค่านิยมของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะในวัยรุ่นนั้น ตัวเลขเพื่อนใน Social Network สามารถบ่งบอกได้ถึงสถานะความเป็นที่รู้จักของตนเอง และความมั่งคั่งทางสังคมได้ เช่นคุณมีเพื่อน 1,000 คน เปรียบเทียบกับคนที่คุณไม่ค่อยชอบหน้าซึ่งมีเพื่อนอยู่เพียง 100 คน ความแตกต่างก็เกิดขึ้นแล้ว และคุณก็จะเอาตัวเลขนี้มาสนับสนุนความคิดส่วนตัวของคุณว่า เขานิสัยไม่ดี เขาจึงมีเพื่อนน้อย


รูปนี้ประกอบด้วยเพื่อนของผู้ใช้ 540 คน


แต่ถ้ากลับมาตั้งคำถามใหม่ว่า เพื่อนของคุณ 1,000 คน คุณรู้จักกี่คน? คุณก็อาจจะแพ้คนที่คุณไม่ชอบซึ่งมีเพื่อนอยู่เพียง 100 คนไปเลยก็ได้ เพราะเขาอาจบอกได้ครบ 100 คนว่าเพื่อนของเขาเป็นใครมาจากไหน และเกี่ยวอะไรกัน แต่จากคุณที่ยังระบุได้ไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำว่าเป็นใครบ้าง ซึ่งทีแรกอาจมองในแง่ดีว่าคนติดตามคุณเยอะ แต่ในความเป็นจริงแล้วยิ่งมีคนไม่รู้จักมาติดตามคุณมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะมีภัยจาก Social Network ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ต่างจากคนที่มีเพื่อนเพียง 100 คน ที่เขาสามารถจะสื่อสารข้อมูลอะไรออกไปก็ได้โดยไม่ต้องกังวล เพราะเขารู้จักทุกคนนั่นเอง

และยิ่งมีงานวิจัยล่าสุดระบบออกมาชัดเจนว่า Facebook นั้นหั่นทฤษฎีความสัมพันธ์ 6 ขั้นลง เหลือเพียง 4.74 ขั้น ซึ่งมองเผินๆ แล้วอาจจะดี แต่ในความจริงแล้วการที่คุณนินทาแล้วฝั่งตรงข้ามสามารถรู้ข้อมูลของคุณได้เพียง 4.74 ขั้นนั้น มันไม่สวยเลยครับ


แผนผังความสัมพันธ์ 6 ขั้น


ทฤษฎีความสัมพันธ์ 6 ขั้น (The Six Degree of Separation)
สุ่มตัวอย่างระหว่าง คุณ กับ คุณญาญ่า นางเอกช่อง 3นะครับ (น่ารัก)
1. คุณ เป็นเพื่อนกับคุณ A ซึ่งทำงานเป็นช่างภาพอยู่ในนิตยสารรถแข่ง (ไม่เกี่ยวกับละครเลย)
2. กองบรรณาธิการของคุณ A เคยส่งคุณ A ไปอบรมถ่ายภาพ แล้วจับคู่ทำกิจกรรมกับคุณ B
3. คุณ B ทำงานอยู่ในโมเดลลิ่ง และเคยทานข้าวกับคุณ C เพื่อคุยธุรกิจ
4. คุณ Cทำงานอยู่ในโมเดลลิ่งอีกแห่งหนึ่ง และสนิทสนมกับคุณ D
5. คุณ D เป็นผู้จัดการส่วนตัวของ คุณณเดช
6. คุณณเดช ถ่ายละครกับคุณญาญ่า

จากทฤษฏีข้างต้นนั้นบ่งบอกได้ว่าคุณจะได้ไปจับมือทำความรู้จักกับญาญ่าได้ผ่านความสัมพันธ์เพียง 6 ขั้นเท่านั้น แต่สำหรับ Facebook มันจะเหลือเพียง 4.74 ขั้น ซึ่งลดขั้นของความสัมพันธ์ทั้งด้านดีและด้านร้ายลง ฉะนั้นโปรดระวังให้ดีครับ